วันนี้ (21 พฤศจิกายน 2562) เมื่อเวลา 17 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงรับสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน และพระศาสนจักรคาทอลิก ในโอกาสเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการตามคำกราบทูลเชิญของรัฐบาล และสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 20 – 23 พฤศจิกายน 2562

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส พระประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน ในโอกาสเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะทรงเป็นแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ จากนั้น ทรงพระดำเนินไปยังห้องเฝ้า ทรงแลกเปลี่ยนของขวัญ โดยพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ได้ถวายชุดเครื่องเขียนเงินลงถมตะทองประดับอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. ชุดใหญ่ เหรียญที่ระลึกในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ แผ่นคำจารึกของขวัญประดับพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และ อักษรพระนามาภิไธย ส.ท. ทองคำลงยาติดบนแท่นไม้มะค่า และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีถวายเทียนหอม สมเด็จพระสันตะปาปาถวายภาพวาดบนกระเบื้องสีโมเสก สร้างจากภาพต้นแบบการอวยพรของสมเด็จพระสันตะปาปา ณ ลานมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เหรียญที่ระลึกโอกาส ๗ ปีการสมณภิเษกของสมเด็จพระสันตะปาปา และหนังสือที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายเหรียญที่ระลึกในโอกาสการเสด็จเยือนประเทศไทยและญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โอกาสนี้ ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ และมีพระราชปฏิสันถารกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เป็นพระประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน และพระศาสนจักรคาทอลิก ลำดับที่ 266 ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2556 และทรงเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ที่ 2 ที่เสด็จเยือนราชอาณาจักรไทย โดยในครั้งนี้เป็นวาระ 350 ปีของการสถาปนามิสซังสยาม อันเป็นการเริ่มต้นอย่างมั่นคงของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย ทั้งยังเป็นโอกาสที่ความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างประเทศไทยและนครรัฐวาติกันดำเนินมาครบ 50 ปี และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 อีกด้วย

การแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับประมุขของประเทศระหว่างไทยและวาติกัน เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 เมื่อพุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 เมื่อพุทธศักราช 2477 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 เมื่อพุทธศักราช 2503 ต่อมา ในพุทธศักราช 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรง พระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อทรงรับสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก และได้เสด็จพระราชดำเนินไปเข้าเฝ้าสมเด็จ พระสันตะปาปาพระองค์นั้น ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศอิตาลี เมื่อพุทธศักราช 2528

ทั้งนี้ ราชอาณาจักรไทยและนครรัฐวาติกัน ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปานักบุญเปาโลที่ 6 มีพระสมณโองการ Instans illa ลงวันที่ 25 เมษายน 2512 สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับเอกอัครราชทูต ระหว่างนครรัฐวาติกันกับราชอาณาจักรไทย และก่อตั้งสถานเอกอัครสมณทูตวาติกันประจำประเทศไทย หลังจากนั้น ในวันที่ 28 เมษายนปีเดียวกัน นายจิตติ สุจริตกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพระอัครสังฆราชยัง ยาโดต์ ผู้แทนพระสันตะปาปาในขณะนั้น ทำพิธีแลกเปลี่ยนหนังสือเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนครรัฐวาติกันในระดับเอกอัครราชทูต นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อได้เวลาอันสมควร สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ถวายพระพรลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงส่งสมเด็จพระสันตะปาปายังรถยนต์ พระประเทียบเพื่อเสด็จต่อไปยังสนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ