เมื่อวันนี้มาถึง….(วันที่ได้แถลงข่าว)

“สมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิสจะเสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ‪ระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2562 ตามคำเชิญของรัฐบาลไทยและสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย กำหนดการต่าง ๆ ของการเสด็จเยือนดังกล่าว จะประกาศให้ทราบต่อไป” สิ้นคำประกาศการเสด็จเยือนภาคภาษาอังกฤษจากอาร์ชบิชอป พอล ชาง อิน-นัม เอกอัครสมณทูตแห่งสันตะสำนัก นครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย และภาษาไทยโดยพระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ความรู้สึกของคนทำงานเบื้องหลังความรู้สึกหนึ่งคือโล่งใจ แต่ความรู้สึกในมวลรวมคือ “ชื่นชมยินดี”‬

หลังจากนั้นไม่นาน สื่อหลายสำนักทั้งไทยและต่างประเทศประโคมข่าวนี้กันอย่างต่อเนื่อง เพราะโดยหลักการของวาติกันแล้ว เมื่อมีการเสด็จเยือนประเทศใด หรือกลุ่มประเทศใด จะต้องทำการประกาศพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน แน่นอนว่าในภาคปฏิบัติเราย่อมรู้มาก่อนอยู่แล้วในระดับหนึ่ง การประกาศจึงสร้างความมั่นใจ บ่ายแห่งความชื่นชมยินดีของประเทศไทยของเรา จึงเป็นเช้าที่หน้าชื่นใจของวาติกันและเป็นยามเย็นที่มีสันติสุขของญี่ปุ่น (เพราะหลังจากเสด็จเยือนประเทศไทยแล้ว พระองค์ท่านจะเสด็จไปยังประเทศญี่ปุ่นด้วย)
ผมไล่ภาพเก่า ๆ ดูเพื่อย้อนกลับไปว่า เรื่องนี้เริ่มขึ้นเมื่อไหร่ เค้าลางแห่งความชื่นชมยินดีนี้ถูกจุดขึ้นในช่วงต้นเดือนมิถุนายน เริ่มมีข่าวเข้ามาหนาหู พี่น้องหลายท่านมั่นใจในความถูกต้องของข่าว การโพสต์ การแชร์จึงเริ่มขึ้น และหนักขึ้นเรื่อย ๆ ผมยังจำได้ถึงคำตำหนิติเตียนบ้าง ซึ่งหลาย ๆ ครั้งคนเบื้องหลังย่อมทราบดีว่า เกิดอะไรขึ้นและจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผมไม่ติดใจอะไร เพราะเมื่อย้อนไปยังเนื้อข่าวและความรู้สึกแล้ว ทุกคนย่อมชื่นชมยินดี ทุกคนย่อมใจจดใจจ่อ ทุกคนย่อมรอคอยด้วยความหวัง ที่เหลือก็สุดแล้วแต่ความอดทน หรือการจัดการกับชีวิตโดยบรรทัดฐานที่แต่ละคนมี เส้นทางทุกการก้าวเดินล้วนมีบทเรียน
การจัดการเพื่อเตรียมแถลงข่าวได้ถูกวางแผน เตรียมคน อย่างเร่งด่วนแต่รอบคอบ ทุกคนรู้ว่า มันคืองานใหญ่ แต่เดชะบุญที่เมื่อปี ที่สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเยือนประเทศเมียนมาร์ เราไปตั้งกองสื่อไว้ที่นั่นทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับสื่อคาทอลิกเมียนมาร์ รับรู้ความยากง่าย เรียนรู้การจัดการ เห็นภาพการจัดวาง สิ่งเหล่านี้ ใครไม่เชื่อผมเชื่อว่าพระจัดวางไว้อย่างเป็นจังหวะ

แน่นอนประสบการณ์ที่พบเห็นกับประสบการณ์ลงมือปฏิบัติย่อมต่างกัน งานสื่อเป็นงานที่กว้าง ต้องการทุกอย่างทั้งความรวดเร็ว แต่ก็ถูกต้อง เร็วแต่ต้องคัดกรอง การจัดแถลงข่าวที่ว่านี้ไล่เลียงมาตั้งแต่การเลือกสถานที่ การจัดการเรื่องเนื้อหาคำแถลง การร่างสคริป การเชิญสื่อมวลชน การจัดวางหน้าที่และความร่วมมือ มีบางอย่างที่เราทำอย่างถนัดคล่องตัว มีบางอย่างที่เป็นสนามใหม่ มีสองทีมที่เดินเข้ามาในเวลาที่เหมาะสม ทีมที่หนึ่งคือ ทีมจัดการเรื่องสื่อ และอีกทีมหนึ่งคือทีมสำนักข่าวเอเชีย ที่มีจุดตั้งมั่นทำงานอยู่ในประเทศไทย ทุกอย่างถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระพระองค์ก็จัดการให้เราเสมอ
การจัดการแถลงข่าวยังถูกเลื่อน ล่น รอจังหวะ รอเวลา ผมเริ่มกังวลในฐานะคนที่มีส่วนรับผิดชอบหลัก มีสัญญาณที่ดีมาว่าไม่เกินกลางเดือนกันยายน การแถลงข่าวจะสามารถทำได้ แล้วเมื่อมาถึงวันต้นสัปดาห์ของกลางเดือนที่ว่า วันจันทร์ที่ 9 วัน อังคาร ที่ 10 และวันพุธที่ 11 ไม่มีอะไรในกอไผ่สัญญาณอันตรายสะมากกว่า วันที่ถูกวางไว้คือวันศุกร์ที่ 13 จะทันไหม ในการจัดที่ๆ สุดแล้วจะเหลือการเตรียมตัวเพียง 1 วัน

ท่ามกลางงานปกติ กับการเตรียมตัว และความไม่แน่นอนของสิ่งที่จะเกิดขึ้น จนเราแทบถอดใจ แต่เมื่อเข็มนาฬิกาเดินทางมาถึงช่วงเย็นหลังเคารพธงชาติของวันพุธ ที่ 11 ผมติดอยู่ที่สนามบินจังหวัดชุมพร กำลังเดินจะเดินทางกลับ จากงานอบรมหนึ่ง คุณพ่อวิษณุก็โทรมาก่อนเครื่องจะออกเพียง2-3 นาที ( ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเครื่องออกโทรศัพท์จะถูกปิด) “ผมว่าเราสามารถแถลงข่าวได้แล้ว ‪ในวันศุกร์นี้‬” ผมตื่นเต้นเล็กน้อย แต่พยายามระงับความรู้สึกตื่นเต้น เต็มตื้น และตื้นตันนั้นไว้ “ผมเดินหน้าเลยนะครับ เดี่ยวผมจะลื้อทุกอย่างขึ้นมาปัดฝุ่น …เราแถลงข่าวได้แน่นะครับพ่อ…” ผมวางโทรศัพท์นั้นไป ในใจคิดหลายอย่างจับความสำคัญและไล่เรียงแทบไม่ถูกแถมวันนี้ให้เล่าก็ยังบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร มันเป็นมวลรวมของความสุข ต่อไปนี้สิ่งที่เตรียม ๆ กันไว้แบบไม่แน่ใจ หรือบอกใครไม่ได้ เราทำได้แล้ว และเราตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันเดียวที่เหลือให้เตรียมงาน ดีที่เรามีโอกาส เตรียมมานาน และที่สำคัญ ผมเชื่อมั่นในทีมงาน และคนที่ร่วมด้วยช่วยกัน เราเข้มแข็งพอ อุปสรรคมากกว่านี้เราก็ผ่านกันมาแล้ว ไม่กังวลกับสถานที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เกรงใจสะด้วยซ้ำกับการปรับเปลี่ยนแบบไร้ปลายทาง เอาละทุกคนพร้อมไปด้วยกัน แม้ว่าจะมีเรื่องราวส่วนตัว และบุคลิกเฉพาะ เวลาที่ว่ามีหลายชั่วโมงดูสั้นไปทีเดียว มีติดขัดบ้าง ผมวิ่งวนระหว่าง โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ สถานที่แถลงข่าว วัดมหาไถ่ เพื่อไปพบกับคุณพ่อที่นั่น เพื่อคุยถึงงานที่กำลังจะเกิดขึ้น บ้านทูต เพื่อทำความเข้าใจกับบางอย่างให้ตรงกัน ค่ำวันก่อนแถลงข่าว เตียงบนห้องพักชั้น 3 ห้องติดบรรได ดูอบอุ่นกว่าทุกวันและมีความสุขที่สุด

การแถลงข่าวการเสด็จเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส จบลงช่วงบ่าย 3 โมกว่า ๆ สื่อมวลชนบางท่านยังไม่กลับ มีการสัมภาษณ์และให้สัมภาษณ์ ผมจำได้ถึงคำตอบต่อคำถามบนเวทีที่ว่า “ต่อจากนี้ ในแง่ของการประชาสัมพันธ์ หรือสื่อจะเป็นอย่างไรต่อไป?” ผมตอบไปว่า “เราจะเข้มข้นขึ้น แน่นอนว่าก่อนหน้านี้เรารอคอย ด้วยความหวัง ถึงความชัดเจนนั้น ไม่ง่าย และไม่ใช่ใช้เวลาสั้น ๆ มาถึงวันนี้เราหายใจได้โล่งแล้ว แต่หลังไปจากวันนี้เราคงต้องทำงานหนักขึ้น ส่วนรายละเอียดกว่านี้เราคงค่อย ๆ นำเสนอในโอกาสต่อไป…”
ผมหยิบหนังสือ “Open To God Open To The World” หนังสือบทสัมภาษณ์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส โดย Antonio Spadaro บรรณาธิการของนิตยสาร Civilta Cattolica” หนังสือในปี 2017 ต้นฉบับภาษาอิตาลี แปลภาษาอังกฤษโดย Shuan Whiteside ผมชอบคำนำที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้เขียนในหนังสือเล่มนี้ ผมชอบที่ท่านพูดและให้คำแนะนำถึงประสบการณ์ของท่านเกี่ยวกับเวลาเมื่อจะต้องให้สัมภาษณ์ท่านจะอาย ท่านจะไม่มั่นใจ กลัวผู้สัมภาษณ์จะไปแปลงสารของท่าน ฯลฯ ที่สุดท่านก็ไม่ให้สัมภาษณ์จนเมื่อมาเป็นพระอัครสังฆราชแห่งโบโนสไอเรส นักข่าวหญิงท่านหนึ่ง Francesca Ambrogetti ได้ทำให้ท่านมั่นใจ ท่านเริ่มจากความมั่นใจในตัวผู้สัมภาษณ์ก่อน และนำไปสู่การเสวนา มองการสัมภาษณ์และคำถามไม่ใช่เป็นการมาทำความเข้าใจแบบหาความรู้ แต่มาเสวนากัน มาพูดคุยกัน มาส่งมิตรภาพสู่กัน และที่สุดแล้ว การสัมภาษณ์ก็เป็น”การพูดคุย”นั่นเอง เมื่อเราสื่อสารกันเราก็เข้าใจกัน สันติสุขก็เกิดขึ้นได้เมื่อเราวางอคติลง

ช่วงเวลาของการเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เหลือเวลาอีกไม่มากนัก คนรักพระสันตะปาปาคงมีมากมาย การมาของพระองค์จึงไม่ใช่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรที่มีรั้วรอบคอบเมือง แต่เป็นอาณาจักรแห่งใจที่เปิดกว้างรองรับ ความดีงาม การสนทนา พูดคุย เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ขจัดอคติความขุ่นเคือง หรือประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก มาเปิดหัวใจพูดคุย ใช้โอกาสเพื่อให้หัวใจได้บรรจุมิตรภาพอันงดงามของความต่างระหว่างเชื้อชาติ ศาสนาแต่หาได้ต่างกันในความต้องการของความรักและสันติ

เรื่อง : บาทหลวงอนุชา ไชยเดช