วันที่ 13 ในเดือนที่สาม และปีที่ 2013 มีข่าวหนึ่งเกิดขึ้น และแพร่สะพัดไปยังผู้คน และสถานที่ต่าง ๆ ด้วยความรวดเร็วของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เมื่อคำเกริ่นนำได้อุบัติขึ้น HABEMUS PAPAM เราได้พระสันตะปาปาองค์ใหม่แล้ว พระองค์ใช้ชื่อว่า ฟรังซิส

เรื่องราวของสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่ยังแรงไม่หยุด หลังจากวันที่รายชื่อถูกประกาศว่าเป็นพระองค์แล้ว ด้วยพระจริยวัตรที่ไม่เหมือนพระสันตะปาปาหลายๆ พระองค์ที่ผ่านมา ที่อยู่ ที่เสวย ที่บรรทม และเรื่องแต่ละเรื่องที่ค่อยๆ ได้รับการกล่าวขานอย่างไม่ตกกระแส ผมเชื่อว่า ถ้าเราได้อ่านเรื่องของพระองค์เราจะรักชายคนนี้ที่ชื่อ พระคาร์ดินัล ฮอร์เกมาริโอ แบร์โกลิโอ อันเป็นพระนามเดิมของพระอัครสังฆราชแห่งบัวโนสไอเรส และเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัลแล้ว ได้ปฏิบัติหน้าที่หลายอย่าง อาทิ สมณกระทรวงพิธีกรรมและศีลศักดิ์สิทธิ์ สมณกระทรวงเพื่อพระสงฆ์ สมณกระทรวงสถาบันนักพรตและองค์กรแพร่ธรรม สันตะสำนักและสมณสภาเพื่อครอบครัว ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาองค์ที่ 266 ของพระศาสนจักร

หนังสือ “Pope Francis : สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสชีวิตและพันธกิจแห่งความรัก” ถูกเรียบเรียง ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลพื้นฐานที่สื่อมวลชนคาทอลิก เคยรวบรวมและเพิ่มต่อให้เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบันที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่ออกมาในสมัยของพระองค์และการเดินทางเพื่อเยี่ยมอภิบาลในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก

ในปี ค.ศ. 2019 นอกจากเราคริสตชนคาทอลิกไทยจะได้มีโอกาส เฉลิมฉลอง 350 ปีแห่งการสถาปนามิสซังสยาม (ค.ศ.1669-2019) แล้ว

ยังเป็น 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและนครรัฐวาติกัน (ค.ศ.1969-2019) แถมพกกับโอกาสครบ 35 ปีของสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่เสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ (ค.ศ.1984-2019) นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปา ปีนี้ จึงเป็นปีที่หลอมรวมความสำคัญของเหตุการณ์สำคัญที่ให้หวนรำลึกถึง และเวลาแห่งการเปิดศักราชใหม่ ด้วยการเปิดประตูต้อนรับการมาเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสสู่ราชอาณาจักรไทย ทอดสะพานเชื่อมมิตรภาพระหว่างผู้คน ศาสนา วัฒนธรรม ภราดรภาพ และส่งสารของอารยธรรมแห่งความรักสู่กัน

สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย หวังว่า ข้อมูลจากหนังสือเล่มน้อยนี้จะทำให้ผู้อ่านรู้จักบุคคลสำคัญท่านนี้มากขึ้น แน่นอนพระองค์เป็นผู้นำพระประมุขสูงสุดของพระศาสนจักรคาทอลิก แต่มากไปกว่านั้นพระองค์ยังเป็นผู้นำแห่งจิตวิญญาณของมนุษยโลก และที่สำคัญที่สุดแบบอย่างความเรียบง่ายและรอยยิ้มอันจริงใจอ่อนโยนของพระองค์ ที่เราหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้สัมผัสพระองค์จริงอย่างใกล้ชิดที่สุดเท่าที่เพียงพอจะทำได้ เมื่อมาถึงวันนี้ ความหวังนั้น ช่างดูไม่ไกลห่างจากความเป็นจริง

คุณพ่ออนุชา ไชยเดช

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

พระนามเดิม ฮอร์เก มาริโอ แบร์โกลิโอ Jorge Mario Bergoglio


พระราชสมภพ
17 ธันวาคม ค.ศ. 1936 อายุ 83 ปี

บวชเป็นพระสงฆ์
13 ธันวาคม ค.ศ. 1969

อภิเษกเป็นพระสังฆราช
28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998

ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล
21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2001

ได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา
13 มีนาคม ค.ศ. 2013

พิธีมิสซาฉลองการเริ่มศาสนบริการ
อัครสาวกเปโตรของพระสังฆราชแห่งโรม

19 มีนาคม ค.ศ. 2013

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

พระสันตะปาปาองค์ที่ 266 ของพระศาสนจักร

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสมีพี่น้อง 5 คน เป็นบุตรของคนงานทางรถไฟ พระองค์ทรงได้รับปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเคมีจากมหาวิทยาลัยบัวโนสไอเรส และทรงเข้าศึกษาในสามเณราลัย พระองค์ได้ปฏิญาณตนเป็นนักบวชคณะแห่งพระเยซูเจ้า (เยสุอิต) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1958 และทรงได้รับใบรับรองด้านสาขาวิชาปรัชญาจาก Colegio Máximo San José ต่อมาพระองค์ได้ทรงสอนวิชาวรรณกรรมและจิตวิทยาที่ colegio de la Inmaculada และ Colegio del Salvador

ในปี ค.ศ. 1967 ทรงจบการศึกษา แล้วรับศีลบวชเป็นบาทหลวงเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1969 ทรงทํางานสอนที่มหาวิทยาลัยซานมีเกล (San Miguel) จนดํารงตําแหน่งเป็นศาสตราจารย์ทางเทววิทยา

ช่วง ค.ศ. 1973-1979 ทรงดํารงตําแหน่งอธิการเจ้าคณะแขวงคณะเยสุอิตในประเทศอาร์เจนตินา แล้วย้ายไปเป็น อธิการสามเณราลัยซานมีเกล จนถึงปี ค.ศ. 1986

สมณศักดิ์

คุณพ่อฮอร์เก มาริโอ แบร์โกลิโอ ได้รับการอภิเษกเป็นพระสังฆราชผู้ช่วยแห่งบัวโนสไอเรส และได้สืบตําแหน่ง เป็นพระอัครสังฆราชแห่งบัวโนสไอเรส วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2001 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้ปฏิบัติหน้าที่ในหลายหน่วยงานของสันตะสํานัก

การขึ้นดํารงตําแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปา

เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงสละตําแหน่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 ได้มีการจัดการประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปา โดยกําหนดให้มีขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 2013 การเลือกตั้งสำเร็จลงวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2013 หลังจากการลงคะแนนเสียงครั้งที่ 5 โดยพระคาร์ดินัลผู้มีสิทธิออกเสียงจํานวน 115 ท่าน ผลปรากฏว่า พระคาร์ดินัลฮอร์เก แบร์โกลิโอ พระอัครสังฆราชแห่ง บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ได้รับเลือก และทรงเลือกพระนาม “ฟรังซิส” ซึ่งหมายถึงนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี

นับเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกจากทวีปอเมริกาและคณะเยสุอิต และเป็นองค์แรกในรอบ 1,300 ปี ที่ไม่ได้เป็นชาวยุโรป นับตั้งแต่สมเด็จพระสันตะปาปาเกรโกรี่ ที่ 3 ชาวซีเรีย เมื่อปี ค.ศ. 731 และถือเป็นพระสันตะปาปาที่ไม่ได้เป็นชาวอิตาเลียนคนที่สามติดต่อกัน

สื่อทั่วโลกปลื้ม สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงพบปะสื่อมวลชนจากทั่วโลกอย่างเป็นทางการนั้น ได้ทรงสร้างความประทับใจ ให้กับสื่อส่วนใหญ่ ด้วยความเป็นกันเองและความอบอุ่นของพระองค์

สมเด็จพระสันตะปาปา ได้ทรงเล่าถึงเหตุการณ์และความรู้สึกของพระองค์ในช่วงเวลาประชุมลับ ซึ่งพระองค์ได้รับเลือก และยังเผยที่มาในการเลือกใช้ชื่อ ฟรังซิส ว่า เป็นเพราะพระคาร์ดินัลจากบราซิลบอกกับพระองค์ว่า อย่าลืมคนยากจน เมื่อคะแนนโหวตออกมาว่าทรงได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ จึงทรงนึกถึงนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี พระองค์ทรงขอให้พระศาสนจักรและสื่อทํางานร่วมกัน เพื่อรายงานถึงความจริง ความงาม และความดี

ชีวิตสมถะ

การใช้ชีวิตอย่างสมถะของพระสันตะปาปาองค์ใหม่ เป็นคุณสมบัติสําคัญที่ได้รับการยกย่องชื่นชม เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระอัครสังฆราช ที่พํานักของพระองค์ในกรุงบัวโนสไอเรสเป็นเพียงแฟลตที่ตบแต่งอย่างเรียบง่าย ทรงมี พระอุปนิสัยเยือกเย็นสุขุม โดยสารรถไฟใต้ดิน รถประจําทาง เหมือนคนทั่วไป และเมื่อเสด็จไปกรุงโรมก็ยังทรงเลือกบินชั้นประหยัด เมื่อเสด็จมายังกรุงโรม พระองค์มักทรงเลือกสวมชุดบาทหลวงสีดําธรรมดา แทนที่จะเป็นชุดสีแดง ตามศักดิ์และสิทธิของพระคาร์ดินัล

พ่อครัวศักดิ์สิทธิ์

ภาพคุ้นตาสําหรับชาวอาร์เจนไตน์ พระคาร์ดินัลฮอร์เก แบร์โกลิโอ (สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส) ผู้ทําอาหารรับประทานเองทุกวัน โดยไม่ต้องการมีแม่ครัวหรือแม่บ้านมารับใช้ตนเองตลอดชีวิตสงฆ์

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเป็น “พลังแห่งความสมดุล” แก่พระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ด้วยทรงมีความเชื่อว่าพระศาสนจักรควรมีบทบาทในการเผยแผ่ศาสนา เข้าถึงประชาชน และมีความกระตือรือร้น

หลังจากได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา พระองค์ทรงเริ่มภารกิจแรกด้วยการเสด็จไปสวดภาวนาและวางช่อดอกไม้ ภายในมหาวิหารแม่พระ และทรงอธิษฐานต่อหน้าแท่นบูชานักบุญอิกญาซีโอแห่งโลโยลา ผู้ก่อตั้งคณะเยสุอิต คณะนักบวชที่พระองค์ทรงสังกัดอยู่ก่อนหน้านี้

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงมีพระดํารัสเรียกร้องให้ทุกคนร่วมมือกันปฏิรูปพระศาสนจักรอย่างเป็นระบบ เพื่อมิให้นิกายโรมันคาทอลิกต้องเสื่อมเสียความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณมากไปกว่านี้ จนในอนาคตอาจเหลือสถานะไม่ต่างอะไรจาก “องค์กรการกุศล”

บทความโดย : เซอร์มารี หลุยส์ พรฤกษ์งาม

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

ผู้รับใช้เแห่งการประกาศความรักของพระเจ้าเพื่อมวลมนุษยชาติ

ด้วยทรงเป็นบุคคลที่เรียบง่าย ไม่แสวงหาชื่อเสียงและอํานาจ หากแต่ทรงมุ่งรับใช้การประกาศความรักของพระเจ้าเพื่อมวลมนุษยชาติ ดําเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย และต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของผู้ยากไร้ ผู้ที่อยู่ชายขอบของสังคม ไม่ว่าจะเสด็จไปที่ใด ผู้คนจะสัมผัสได้ถึงความรัก ความเมตตา จากชีวิตอันเรียบง่าย ในองค์พระเยซูเจ้าผ่านชีวิตของสมเด็จพระสันตะปาปา

ไม่กี่วันก่อนที่จะมีการประชุมคอนเคลฟเพื่อเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสกับคณะพระคาร์ดินัลผู้เข้าร่วมประชุมว่า “การประกาศข่าวดีนั้นสันนิษฐานว่าคือความประสงค์ของพระศาสนจักรที่จะต้องออกจากตนเอง พระศาสนจักรถูกเรียกร้องให้ออกจากตนเองและไปยังชายขอบ ไม่เพียงเฉพาะทางด้านภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังหมาย รวมถึงความเป็นอยู่ของผู้คนชายขอบ ทั้งความลึกลับของบาป ความเจ็บปวด ความอยุติธรรม ความไม่รู้และความเมินเฉยต่อศาสนา กระแสทางปัญญา และความขัดสนทุกข์ยากทั้งมวล ความเมตตาคือสิ่งแรกที่พระศาสนจักรคาทอลิก ได้รับการเรียกร้องให้นําไปสู่ผู้ที่อยู่ชายขอบเหล่านั้น”

วันพุธที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2013 เมื่อสิ้นเสียงประกาศ HABEMUS PAPAM “เรามีพระสันตะปาปาแล้ว” ชายร่างใหญ่วัย76 ชันษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เสด็จออกมาพร้อมกับเสียงปรบมือกึกก้องไปทั่วมหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน

ในการเผยพระองค์ต่อโลกครั้งแรก สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเชิญชวนทุกคนให้สงบนิ่งและสวดภาวนาเพื่อ สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณเบเนดิกต์ ที่ 16 และก่อนที่จะทรงอวยพรให้ประชาชนและโลก พระองค์ตรัสว่า “พ่อจะสวดให้พวกลูก และพวกลูกก็สวดให้พ่อด้วย” แล้วก้มลงภาวนา นับเป็นวินาทีที่ชนะใจชาวโลกเมื่อแรกพบ

แม้ในปี 2013 พระองค์จะตรัสกับผู้สื่อข่าวว่าจะไม่ทรงเดินทางมากเท่าพระสันตะปาปาองค์ก่อน ๆ แต่กระนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสก็ยังคงเสด็จอภิบาลสัตบุรุษนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปัจจุบันพระองค์เสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ แล้ว มากกว่า 30 ครั้ง นอกจากนี้พระองค์ก็ยังคงเสด็จเยี่ยมสัตบุรุษบริเวณรอบนอกกรุงโรมเป็นประจําด้วย ทั้งในเขตชานเมืองที่ยากไร้ ในโรงพยาบาล ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมถึงที่คุมขังและในศูนย์อํานวยความสะดวกสําหรับผู้อพยพและผู้ลี้ภัย

เมื่อครั้งทรงเริ่มสมณสมัย ความปรารถนาของพระองค์ที่จะเข้าถึง เป็นแรงบันดาลใจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่น่าจดจํา ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นกิจวัตรปกติในชีวิตประจําวันของสมเด็จพระสันตะปาปาไปแล้ว อย่างเช่นภายหลังจากที่ทรงเริ่มชวนคนสวนและคนเก็บขยะในวาติกันมาร่วมมิสซาเช้าในวันธรรมดา ณ วัดน้อยซางตามาร์ธาแล้ว พระองค์ก็ทรงเริ่มเชิญครอบครัวคาทอลิกกลุ่มเล็กๆ ให้มาเข้าร่วมในมิสซาเช้านี้ด้วย

“วัดน้อยซางตามาร์ธา” เป็นบ้านรับรองที่สร้างขึ้นโดยนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปา ด้วยทรงตั้งพระทัยที่จะจัดหาที่พักที่เหมาะสมสําหรับพระคาร์ดินัลเมื่อพวกท่านมาเข้าร่วมประชุมคอนเคลฟเพื่อเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ซึ่งหลังการประชุมคอนเคลฟในปี 2013 เป็นต้นมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงตัดสินพระทัยที่จะพักอยู่ที่นี่โดยไม่ย้ายเข้าไปอยู่ในที่พักสําหรับพระสันตะปาปาในพระราชวังวาติกันที่ซึ่งจะมีความเป็นส่วนพระองค์มากยิ่งขึ้น

ในวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละปี พระองค์จะเสด็จถวายมิสซาในเรือนจํา สถานดูแลหรือศูนย์ผู้ลี้ภัย และล้างเท้าให้ผู้ป่วย ผู้ต้องขัง หรือผู้อพยพทั้งชายและหญิง ทั้งที่เป็นคาทอลิกและศาสนิกอื่นๆ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสั่งให้สมณกระทรวงเพื่อพิธีกรรมและศีลศักดิ์สิทธิ์ของวาติกันชี้แจงให้ชัดเจนว่า ทั้งเท้าของหญิงและชายสามารถล้างได้เช่นกันในมิสซาวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นมิสซาแห่งพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเจ้า

ช่วงระหว่างปี 2015-2016 ซึ่งเป็นปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม ในวันศุกร์ของทุกๆ เดือน พระองค์จะเสด็จเยี่ยมผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนสอนคนตาบอด หน่วยทารกแรกเกิดในห้องผู้ป่วยหนัก กลุ่มผู้หายขาดจากการติดสุรา กลุ่มบ้านสําหรับเด็กและชุมชนสําหรับสตรีที่ได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากเงื้อมมือผู้ค้ามนุษย์ที่บังคับให้พวกเธอค้าประเวณี ครั้นเมื่อปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมสิ้นสุดลง สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสก็ยังคงเสด็จเยี่ยมเขาเหล่านี้ต่อไปแม้จะไม่ได้ทุกเดือนก็ตาม

เดือนกันยายน ปี 2015 ในขณะที่คลื่นผู้อพยพและผู้ลี้ภัยกําลังดิ้นรนหนีตายเพื่อไปให้ถึงยุโรป สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงขอให้ทุกเขตวัดและทุกชุมชนคริสตชนในยุโรป ได้พิจารณาต้อนรับพวกเขาหนึ่งครอบครัวด้วยใจเมตตา ส่วนวาติกันก็ได้จัดเตรียมที่พักและให้ความช่วยเหลือครอบครัวหนึ่งจากซีเรียและอีกครอบครัวหนึ่งจากอีริเทรีย (Eritrea) จากนั้นอีก 7 เดือนต่อมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ได้เสด็จเยี่ยมศูนย์ผู้ลี้ภัยบนเกาะเลสบอส ประเทศกรีซ และนําผู้ลี้ภัย 12 คนบินกลับมายังกรุงโรม พร้อมกับพระองค์

ไม่ทันถึง 3 เดือนในสมณสมัย โอกาสเข้าเฝ้าทั่วไปประจําสัปดาห์ พระองค์ทรงเริ่มประณาม “วัฒนธรรมแห่งการทิ้งขว้าง” ที่ซึ่งเงินและอํานาจมีค่าสูงสุด และอะไรหรือใครก็ตามที่ไม่สามารถจะตอบแทนได้ด้วยเงินหรืออํานาจก็จะถูกโยนทิ้งไป “ชีวิตมนุษย์ ตัวบุคคล จะไม่ถูกมองว่าเป็นคุณค่าหลักที่สมควรจะได้รับการเคารพและปกป้องอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขา ยากจนหรือพิกลพิการ หากยังไร้ประโยชน์เหมือนทารกที่ยังอยู่ในครรภ์ หรือไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้วเหมือนกับผู้สูงอายุ”

ร่วมงานเยาวชนโลก

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2013 เวลา 16.30 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จไปร่วมงานเยาวชนโลก ครั้งที่ 28 (World Youth Day – RIO 2013) ที่นครริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล นับเป็นการเดินทางออกนอกยุโรปเป็นครั้งแรกของพระองค์ ตั้งแต่เข้ารับตําแหน่งพระสังฆราชแห่งโรม ประมุขพระศาสนจักรคาทอลิก

“จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ติดตามเรา” เป็นหัวข้อของงานเยาวชนโลกครั้งที่ 28 RIO 2013 ซึ่งตลอดทั้งสัปดาห์ ในนครริโอเดจาเนโร ทุกหนแห่งที่พระองค์เสด็จเยือน จะมีบรรดาเยาวชนและผู้คนมากมายเฝ้ารอชมพระบารมีอย่างเนืองแน่นโดยจํานวนเยาวชนและผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้มีมากกว่า 3 ล้านคน

ระหว่างวันที่ 27-31 กรกฎาคม 2016 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จไปร่วมงานเยาวชนโลกที่ประเทศโปแลนด์ แต่ละครั้งกระแสตอบรับจากบรรดาเยาวชนได้เพิ่มมากขึ้น จนในปี ค.ศ. 2018 นี้ การประชุมสมัชชาที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม จึงกําหนดให้เป็นหัวข้อเกี่ยวกับเยาวชน

ระหว่างวันที่ 23-28 มกราคม 2019 เสด็จร่วมงานเยาวชนโลก ครั้งที่ 34 ที่ประเทศปานามา พระองค์ทรงเชื้อเชิญเยาวชนให้ เริ่มลงมือพัฒนาโลก โดยอาศัยความฝัน อุดมการณ์และความกล้าหาญของพวกเขา

“จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ติดตามเรา”

เป็นหัวข้อของงาน

ตั้งวันสากลเพื่อคนจน

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงตั้งวันสากลเพื่อคนจน ปี 2017 ตรัสว่าการแบ่งปันกับคนยากจนนั้นจะสามารถทําให้เข้าใจธรรมล้ำลึกแห่งพระวรสารได้ คนยากจนไม่ใช่ปัญหา พวกเขาคือทรัพยากรที่พวกเราจะดึงเอามาใช้ได้

พระองค์เสด็จไปในที่แห่งใด จะทรงพบปะผู้ยากไร้และผู้ที่อยู่ชายขอบของสังคมเสมอ พระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งผู้ถูกทอดทิ้ง ภาพเด็กที่มานั่งบนเก้าอี้ของพระองค์ในโอกาสงานฉลองวันครอบครัวกว่า 20 นาทีที่พระองค์ถูกรบกวนแต่พระองค์กลับไม่มีอาการรําคาญเด็กคนนั้นแต่อย่างใด มีแต่อย่างเดียวคือให้โอกาสและให้เวลาแห่งความรัก

ภาพของชายอายุ 53 ปีที่มีผิวหนังตะปุ่มตะป่ำซึ่งพระองค์ทรงจุมพิตด้วยความรักและเมตตา ได้ใจมวลประชาชนที่พบเห็น ภาพแห่งการมีจิตใจเมตตาสงสารผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยมิทรงรังเกียจแต่อย่างใด พระองค์ทรงออกไปแจกจ่ายความรักแด่ทุกคน อย่างไม่เลือกว่าเขาจะเป็นใครอย่างแท้จริง

ทรงถวายมิสซาในศูนย์ผู้ป่วยโรคเอดส์ ทรงล้างเท้าและจุมพิตเท้าของผู้ป่วยโรคเอดส์

ภาพหนูน้อยดาวน์ซินโดรม มาเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาพร้อมกับกลุ่มนักกีฬาสมัครเล่น เธอเดินออกมาแล้วพระสันตะปาปาทรงอุ้มเธอมานั่งที่นั่งของพระคาร์ดินัลท่านหนึ่งแทน เธอแสดงอากัปกิริยายกนิ้วมือไลค์ พระสันตะปาปาตรัสสุนทรพจน์อย่างไม่ทรงเสียสมาธิทั้งๆ ที่หนูน้อยนั่งขยับตัวอยู่ตลอดเวลา

นอกจากการรณรงค์ให้เกิดงานเมตตาสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือคนยากจนแล้ว ยังมีงานส่งเสริมความศรัทธา การกลับใจใช้โทษบาป อาทิ กิจกรรมเปิดวัด 24 ชั่วโมง ในช่วงเทศกาลมหาพรต หรือริเริ่มงานเพื่อสันติภาพในภาคปฏิบัติมากมาย อาทิ วันภาวนาและจําศีลเพื่อสันติภาพ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสําหรับประชากรของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและซูดานใต้ วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2018

คําสอนอันทรงพลัง

เราจะเห็นรายชื่อสมณสาส์น หรือเอกสารที่ออกมาตั้งเเต่เริ่มสมณสมัยของพระองค์

  • สมณสาส์นแสงสว่างแห่งความเชื่อ (LUMEN FIDEI) นิพนธ์ร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณเบเนดิกต์ ที่ 16
  • สมณลิขิตเตือนใจ ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร (EVANGELII GAUDIUM) ออกเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2013 โอกาสปิดปีแห่งความเชื่อปีแรกแห่งสมณสมัย
  • สมณสาส์น ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า (LAUDATO SI) เกี่ยวกับการดูแลรักษาโลก บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน ออกเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2015 ปีที่สามแห่งสมณสมัย
  • สมณลิขิตเตือนใจ ความปีติยินดีแห่งความรัก (AMORIS LAETITIA) เกี่ยวกับความรักในครอบครัว ออกเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2016 ระหว่างปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม ปีที่สี่แห่งสมณสมัย
  • สมณลิขิตเตือนใจ จงชื่นชมยินดีเถิด (GAUDETE ET EXSULTATE) ออกเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2018 ปีที่หกแห่งสมณสมัย
  • สมณลิขิตเตือนใจ พระคริสตเจ้าทรงพระชนม์ (CHRISTUS VIVIT)
  • สําหรับบรรดาเยาวชน และประชากรของพระเจ้าทุกคน ออกเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2019 ปีที่เจ็ดแห่งสมณสมัย

ทั้งในเอกสารและตลอดสมณสมัย สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเน้นไปที่พระเมตตาของพระเจ้าและพลังแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการกลับใจและหล่อเลี้ยงชีวิตคริสตชนในขณะที่พวกเขาพยายามเจริญขึ้นในความศักดิ์สิทธิ์

เฉกเช่นเดียวกับพระสันตะปาปาทุกพระองค์ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงกระตุ้นให้คริสตชนคาทอลิกไปสารภาพบาปบ่อย ๆ โดยตรัสกับพวกเขาว่า ที่ฟังแก้บาปไม่ใช่ “ห้องทรมาน” ขณะเดียวกันก็ทรงให้คําแนะนําบาทหลวงอย่างตรงไปตรงมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้ต้อนรับบรรดาผู้ที่เข้ามาสารภาพบาปด้วยยินดีและเมตตา

ในเทศกาลมหาพรต สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสจะทรงฟังแก้บาปในมหาวิหารนักบุญเปโตรเช่นเดียวกับที่นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปาทรงปฏิบัติ แต่ที่พระองค์ทรงทําให้ทุกคนต้องประหลาดใจไม่เว้นแม้กระทั่งพระสังฆราชผู้ช่วยที่ ใกล้ชิดพระองค์ที่สุดก็ตาม มันเริ่มต้นขึ้นในปี 2014 เมื่อพระองค์แทนที่จะไปฟังแก้บาปให้ผู้อื่น แต่พระองค์กลับหันไปเป็นผู้สารภาพบาปเสียเอง

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนด้วยการยอมรับวัยของพระองค์อย่างจริงใจ ในเดือนเมษายน 2017 เมื่อทรงมีพระชนมายุ 80 ชันษา ตรัสกับเยาวชนหนุ่มสาวชาวอิตาเลียนว่า “ในขณะที่พวกเธอกําลังเตรียมการณ์สําหรับอนาคต แต่ในวัยของพ่อ พวกเรากําลังเตรียมตัวจะไป” บรรดาเยาวชนหนุ่มสาวต่างส่งเสียงดังคัดค้านว่า “ไม่?” แต่สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสตอบว่า “ใครจะไปรับประกันชีวิตได้บ้างล่ะ ? ไม่มีใครหรอก”

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

ทรงเดินทางเพื่อเสด็จเยี่ยมอภิบาลนอกประเทศอิตาลี

ตั้งแต่สมัยปกครองวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2013 มากกว่า 30 ครั้ง

ค.ศ. 2013

  • ครั้งที่ 1 วันที่ 22-29 กรกฎาคม
    สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เสด็จเยือนนครริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เพื่อร่วมงานเยาวชนโลก ครั้งที่ 28 (World Youth Day – RIO 2013) มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 3 ล้านคน จาก 150 ประเทศ

ค.ศ. 2014

  • ครั้งที่ 2 วันที่ 24-26 พฤษภาคม
    เสด็จเยือนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงพบกับพระอัยกาบาร์โธโลมิว ที่ 1 เป็นการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ รําลึกถึงเมื่อ 50 ปี (ค.ศ.1964) ที่สมเด็จพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6 ทรงพบกับพระอัยกาอาเธนาโกรัส ที่ 1
  • ครั้งที่ 3 วันที่ 13-18 สิงหาคม
    เสด็จร่วมงานเยาวชนเอเชีย ครั้งที่ 6 ที่ประเทศเกาหลีใต้
  • ครั้งที่ 4 วันที่ 21 กันยายน
    เสด็จเยือนประเทศแอลเบเนีย
  • ครั้งที่ 5 วันที่ 25 พฤศจิกายน
    เสด็จเยือนรัฐสภาแห่งยุโรปและคณะมนตรีแห่งยุโรป
  • ครั้งที่ 6 วันที่ 28-30 พฤศจิกายน
    เสด็จเยือนประเทศตุรกี สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงร่วมพิธีมิสซาของพระศาสนจักรออร์โธดอกซ์ ซึ่งพระอัยกาบาร์โธโลมิว ที่ 1 เป็นผู้ประกอบพิธี ภายในวัดนักบุญจอร์จ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงยืนยันพระ ศาสนจักรคาทอลิกจะทําทุกทางเพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันในกลุ่มคริสตชนทรงชี้การเสวนาที่แท้จริงต้องเป็นการพูดคุยที่ได้พบหน้ากันเท่านั้นจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่พระอัยกาบาร์โธโลมิว ที่ 1 ได้ชื่นชมพระสันตะปาปาว่าเป็นบุรุษแห่งความสุภาพ ถ่อมตนและเทศน์สอนด้วยความรักอย่างแท้จริง

ค.ศ. 2015

  • ครั้งที่ 7 วันที่ 12-19 มกราคม
    เสด็จเยือนประเทศศรีลังกา และฟิลิปปินส์
  • ครั้งที่ 8 วันที่ 6 มิถุนายน
    เสด็จเยือนประเทศบอสเนีย เมืองซาราเจโว
  • ครั้งที่ 9 วันที่ 5-13 กรกฎาคม
    เสด็จเยือนประเทศเอกวาดอร์ โบลิเวีย และปารากวัย
  • ครั้งที่ 10 วันที่ 19-28 กันยายน
    เสด็จเยือนประเทศคิวบา สหรัฐอเมริกา และสํานักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ
  • ครั้งที่ 11 วันที่ 25-30 พฤศจิกายน
    เสด็จเยือนประเทศเคนยา อูกันดา และสาธารณรัฐแอฟริกา ค.ศ. 2016
  • ครั้งที่ 12 วันที่ 12-18 กุมภาพันธ์
    เสด็จเยือนประเทศเม็กซิโก
  • ครั้งที่ 13 วันที่ 16 เมษายน
    เสด็จเยือนประเทศกรีก
  • ครั้งที่ 14 วันที่ 24-26 มิถุนายน
    เสด็จเยือนประเทศอาร์เมเนีย และทรงพบกับพระอัยกาคาเรคิน ที่ 2
  • ครั้งที่ 15 วันที่ 27-31 กรกฎาคม
    เสด็จร่วมงานเยาวชนโลก ครั้งที่ 31 ที่ประเทศโปแลนด์
  • ครั้งที่ 16 วันที่ 30 กันยายน – 2 ตุลาคม
    เสด็จเยือนประเทศอาเซอร์ไบจาน
  • ครั้งที่ 17 วันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน
    เสด็จเยือนประเทศสวีเดน

ค.ศ. 2017

  • ครั้งที่ 18 วันที่ 28-29 เมษายน
    เสด็จเยือนประเทศอียิปต์
  • ครั้งที่ 19 วันที่ 12-13 พฤษภาคม
    เสด็จแสวงบุญ ณ สักการสถานแม่พระแห่งฟาติมา โอกาสฉลองครบ 100 ปีแห่งการประจักษ์ของพระนางพรหมจารีมารีย์ ณ โควาดาอีเรีย ประเทศโปรตุเกส
  • ครั้งที่ 20 วันที่ 6-11 กันยายน
    เสด็จเยือนประเทศโคลอมเบีย
  • ครั้งที่ 21 วันที่ 26 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม
    เสด็จเยือนประเทศเมียนมาและบังคลาเทศ

ค.ศ. 2018

  • ครั้งที่ 22 วันที่ 15-22 มกราคม
    เสด็จเยือนประเทศชิลีและเปรู
  • ครั้งที่ 23 วันที่ 21 มิถุนายน
    เสด็จเยือนเจนีวา
  • ครั้งที่ 24 วันที่ 25-26 สิงหาคม
    เสด็จเยือนดับลิน
  • ครั้งที่ 25 วันที่ 22-25 กันยายน
    เสด็จเยือนลิธัวเนีย

ค.ศ. 2019

  • ครั้งที่ 26 วันที่ 23-28 มกราคม
    เสด็จร่วมงานเยาวชนโลก ครั้งที่ 34 ที่ประเทศปานามา
  • ครั้งที่ 27 วันที่ 3-5 กุมภาพันธ์
    เสด็จเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อการเสวนาระหว่างศาสนาและความเอื้ออาทรในหมู่สมาชิกที่นับถือศาสนาต่างกัน
  • ครั้งที่ 28 วันที่ 30-31 มีนาคม
    เสด็จเยือนประเทศโมร็อกโก เพื่อส่งเสริมความเข้าใจร่วมกันและการเสวนาระหว่างศาสนาระหว่างพี่น้องชาวคริสต์และชาวมุสลิม
  • ครั้งที่ 29 วันที่ 5-7 พฤษภาคม
    เสด็จเยือนบัลแกเรีย มาซิโดเนีย
  • ครั้งที่ 30 วันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน
    เสด็จเยือนประเทศโรมาเนีย
  • ครั้งที่ 31 วันที่ 4 – 10 กันยายน
    เสด็จเยือนอภิบาลคริสตชนในแอฟริกา
    ประเทศโมซัมบิก มาดากัสการ์ และมอริเชียส
  • ครั้งที่ 32 วันที่ 20-27 พฤศจิกายน
    เสด็จเยือนประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

กับพระศาสนจักรไทย

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงแต่งตั้งพระอัครสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เป็นพระคาร์ดินัล เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2015 นับเป็นพระคาร์ดินัลชาวไทยองค์ที่ 2 ที่ได้รับแต่งตั้ง โดยมีพิธีสถาปนาในวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2015 ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน

คุณพ่อวัชศิลป์ กฤษเจริญ
ผู้อํานวยการ สมณองค์กรสนับสนุนงานแพร่ธรรม (PMS)

พระสังฆราชยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์
คณะกรรมการสมณสภาเสวนาระหว่างศาสนา

ด้านงานสื่อสารสังคม ทรงแต่งตั้งพระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช เป็นคณะกรรมการสมณสภาสื่อสารสังคมสันตะสํานัก และอาจารย์ชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย เป็นที่ปรึกษาสมณสภาสื่อสารสังคม สันตะสํานัก

นอกจากนั้นยังมีบุคคลที่เป็นคนไทยหลาย ๆ ท่านได้มีโอกาสเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสันตะปาปาในวาระต่าง ๆ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

เสด็จเยือนเพื่ออภิบาลประเทศเมียนมา

การเสด็จเยือนเพื่ออภิบาลประเทศเมียนมาของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ระหว่างวันที่ 27-30 พฤศจิกายน 2017 นับเป็นการเสด็จเยือนประเทศในทวีปเอเชีย ครั้งที่ 3 ของพระองค์ หลังจากเสด็จเยือนประเทศศรีลังกา และฟิลิปปินส์ (มกราคม 2015) และประเทศเกาหลี (สิงหาคม 2014) การเสด็จเยือนเมียนมาได้รับความสนใจจากทั่วโลก

ในการนําสวดทูตสวรรค์ เที่ยงวันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม 2017 ณ จัตุรัสนักบุญเปโตร ทรงเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจา ทรงขอให้คาทอลิกร่วมภาวนาให้พระเจ้าปกป้องชาวโรฮีนจา

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2017 ทรงส่งสาส์นผ่านวิดีโอ ถึงชาวเมียนมาเพื่อยืนยันว่าพระองค์จะเสด็จมาเพื่อประกาศพระวรสารของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นสาส์นแห่งการคืนดีกัน การให้อภัย และสันติภาพ ทรงให้กําลังใจคาทอลิกชาวเมียนมาให้ยืนหยัดต่อความเชื่อในพระเจ้า และเป็นประจักษ์พยานถึงพระวรสารที่สอนว่า มนุษย์ชาย – หญิงทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรี และเปิดใจกว้างกับทุกคน โดยเฉพาะคนยากจนและคนที่เดือดร้อนในชีวิต

คาทอลิกไทยได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับประชาชนเมียนมาในการรับเสด็จ และร่วมพิธีมิสซากับพระสันตะปาปา พระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช พระอัครสังฆราชหลุยส์ จําเนียร สันติสุขนิรันดร์ พระสังฆราชยอห์น บอสโก ปัญญา กฤษเจริญ พระสังฆราชยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ พระสังฆราชฟิลิป บรรจง ไชยรา ร่วมถวายมิสซากับพระสันตะปาปา นอกจากนั้นยังมีบาทหลวง นักบวชชาย-หญิง รวมทั้งบรรดาฆราวาส ร่วม 700 คน ที่ไปร่วมงานในวาระสําคัญนี้

ในมิสซาพระองค์ทรงเรียกร้องคาทอลิกในเมียนมาให้เยียวยาความทรงจําที่เจ็บปวดอันเกิดจากบาดแผลของความรุนแรง ด้วยความเมตตาและการให้อภัยตามแบบอย่างของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน หลังจากนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ได้เสด็จเยือนเพื่ออภิบาลประเทศบังคลาเทศ ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2017 ทรงเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมกันหาทางออกเพื่อช่วยเหลือชาวโรฮีนจา

การเข้าเฝ้าถวายรายงานการทํางาน

(Ad Limina Visit)

ความเป็นมาของการเข้าเฝ้าถวายรายงานการทํางาน พบอย่างชัดเจนในจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวกาลาเทีย “สามปีต่อมา ข้าพเจ้าขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อทําความรู้จักกับเคฟาส และพักอยู่กับเขาสิบห้าวัน” (กท 1:18) ในการไปครั้งนั้นนักบุญเปาโล ได้อธิบายให้นักบุญเปโตรได้เข้าใจถึงความยากลําบากในการประกาศพระวรสารแถบยูเดีีย นับเป็นการพบปะและปรึกษาหารือกันเป็นครั้งแรก

คําว่า “ad Limina Apostolorum” ตามประวัติพระศาสนจักรในระยะเริ่มแรก หมายถึงการไปคารวะหลุมศพของนักบุญเปโตรและเปาโลของบรรดาคริสตชน เป็นการไปแสวงบุญและภาวนาเหนือหลุมศพของอัครสาวกทั้งสอง ต่อมาภายหลังได้มีการใช้คํานี้หมายถึงการเยี่ยมของพระสังฆราชที่กรุงโรม ตามข้อกําหนดของสังคายนาแห่งโรม ค.ศ. 743 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาซากาเรีย เป็นเวลาหลายศตวรรษที่การไปเยี่ยมในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นการบังคับ จนกระทั่งใน ค.ศ. 1585 สมเด็จพระสันตะปาปาซิกซ์ตุส ที่ 5 ได้ออกธรรมนูญ Romanus Pontifex กําหนดให้มีการเยี่ยม Ad Limina Visit ของบรรดาพระสังฆราชทุกๆ 3 ปี และ ได้รับการรับรองโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 14 ในธรรมนูญ Quod sancta ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1740

ใน ค.ศ. 1909 สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 10 ได้ออกกฤษฎีกาว่าด้วยคณะนักบวชกําหนดให้พระสังฆราชเข้าเฝ้าถวายรายงานทุกๆ 5 ปี โดยเริ่มใน ค.ศ. 1911 ซึ่งการเข้าเฝ้านี้ไม่ใช่เฉพาะพระสังฆราชประจําสังฆมณฑลเท่านั้น แต่รวมถึงสังฆรักษ์และผู้ปกครองเขตมิสซังด้วย ในปี ค.ศ. 1975 ในกฤษฎีกาว่าด้วยพระศาสนจักรโรมัน ได้จัดระเบียบองค์กรใหม่และกําหนดให้เข้าเฝ้าดังกล่าวกระทําทุกๆ 5 ปี ซึ่งปัจจุบันข้อกําหนดดังกล่าวได้กําหนดไว้ในประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ค.ศ. 1983 มาตรา 339 และมาตรา 400

ทั้งนี้ สภาประมุขบาทหลวงคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานการทํางานเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2018 ณ นครรัฐวาติกัน นําโดยพระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย

จากจุดเริ่มต้นแห่งสมณสมัย สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงแสดงออกถึงความรักและทรงยกย่องสรรเสริญต่อการลาออกของสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณเบเนดิกต์ ที่ 16 โดยหลังเสด็จกลับจากเกาหลีใต้เมื่อปี 2014 พระองค์ตรัสถึงพระอากัปกิริยาในการลาออกที่จริงใจ อ่อนน้อม ถ่อมตน และกล้าหาญ ของพระสันตะปาปากิตติคุณว่า “เป็นการปูทางให้พระ สันตะปาปาองค์ต่อไปได้ปฏิบัติตาม”

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสกับผู้สื่อข่าวที่ร่วมเดินทางไปกับพระองค์ว่า “หากลูกจะถามพ่อว่า “จะเกิดอะไรขึ้น หากสักวันหนึ่งพ่อรู้สึกไม่พร้อมที่จะไปต่อ?” “พ่อก็จะทําแบบเดียวกันนั้นแหละ พอจะทําแบบเดียวกัน! และพ่อก็จะสวดภาวนาอย่างหนัก แต่พ่อก็จะทําแบบเดียวกัน สมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงเปิดประตูไว้แล้ว ซึ่งคือธรรมเนียม ไม่ใช่เป็นกรณีพิเศษ”


เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2018 เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครรัฐวาติกัน สาธารณรัฐอิตาลี นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ร่วมพิธีถวายคัมภีร์ พระมาลัยอักษรขอม (บาลี-ไทย) ที่ปริวรรตแล้วเสร็จแด่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส


พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เข้าร่วมประชุมกับพระคาร์ดินัลทั้งหมด ในการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ วันที่ 12-13 มีนาคม 2013


พระสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ร่วมประชุมนานาชาติ
ด้านพระคัมภีร์ ที่เนมี กรุงโรม ประเทศอิตาลี วันที่ 18-23 มิถุนายน 2015


พระสังฆราชซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี ร่วมประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก
เรื่องครอบครัว วันที่ 4-25 ตุลาคม 2015


พระสังฆราชยอแซฟ วุฒิเลิศ แห่ล้อม เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส
โอกาสสัมมนาพระสังฆราชใหม่จากทั่วโลก วันที่ 2-15 กันยายน 2018


คุณพ่อวัชศิลป์ กฤษเจริญ เข้าเฝ้าโอกาสประชุมสามัญประจำปีสมณองค์กรสนับสนุนงานแพร่ธรรมของสันตะสำนัก (PMS) ประจำปี 2018 ณ นครรัฐวาติกัน อิตาลี


อาจารย์ชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย ประชุมสภาสื่อสารสังคม
ผู้ซึ่งเป็นฆราวาสชาวเอเชียท่านเดียวที่ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาฯ